ผมค่อนข้างชอบกับระบบขนส่งมวลชนของที่นี่อยู่มาก ไม่ว่าจะเป็น ตารางการเดินรถ และปริมาณของรถที่เพียงพอ แต่ข้อเสียคือ วันอาทิตย์ที่จำนวนเที่ยวรถจะน้อยลง และบางเส้นทางจะไม่มีรถวิ่ง แต่อย่างไรแล้วก็ยังรู้สึกดีกว่าขับรถเองอีก เพราะเส้นทางในเมืองดูงงๆ ถนนเล็กๆ เต็มไปหมด หาที่จอดรถยาก หรือไม่ก็ต้องจ่ายค่าจอด ยังไม่รวมอย่างอื่นอีกสารพัด
ที่บ้านเราจังหวัดที่ขับรถยาก(ไม่รวมกรุงเทพ) ผมคิดว่าน่าจะเป็นภูเก็ต เพราะไปทีไรหลงทุกครั้ง แต่พอมาเจอที่นี่ ผมว่าขับรถยากกว่าที่ภูเก็ตซ่ะอีก
จากการได้ใช้ระบบขนส่งมวลชนของที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นทั้งรถราง และรถเมล์ ทำให้เห็นพฤติกรรมของคนที่นี่อย่างหนึ่งที่เห็นแล้วรู้สึกขัดลูกตา อึดอัด และขัดใจมาก คือน้ำใจที่ควรจะต้องให้กับเด็ก และคนชรา
ในกรณีที่ที่นั่งในรถเต็ม แล้วมีเด็กเล็ก หรือคนชราขึ้นมาทีหลัง ผมแทบจะไม่ค่อยได้เห็นคนกลุ่มวัยรุ่น หรือวัยหนุ่มสาว หรือวัยทำงานก็ตาม ลุกขึ้นให้กับเด็กเล็ก หรือคนชรานั่งเลย
เป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่งที่ผมไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น คนเหล่านี้มีถูกปลูกฝังทัศนคติในเรื่องแบบนี้อย่างไร ทำไมเขาถึงมองเห็นเป็นเรื่องธรรมดาๆ แล้วเท่าที่สังเกต ก็เห็นนั่งกันหน้าตาเฉยด้วย
หรือว่าเราผิดปกติเองเหรอป่าวเนี้ย..
เห็นต่าง!!!
เท่าที่อยู่มานาน กลับเห็นว่าการให้เกียรติผู้หญิง(ในเรื่องการให้ priorityไม่ว่าจะเป็นการกระทำ หรือในภาษาที่ใช้) และการให้ความช่วยเหลือคนชราและเด็ก กลับพบเห็นได้บ่อยครั้งในการใช้บริการสาธารณะ
สิ่งที่เห็นว่าเพิกเฉย น่าจะอยู่ที่บริบทและปัจจัยหลายอย่าง ว่าสภาพแวดล้อมที่อยู่ และ คนที่พบเจอนั้นเป็นกลุ่มคนแบบไหน ระดับการรับรู้ของผู้คนในเรื่องมารยาททางสังคม การอบรม(education)ของครอบครัวผู้คนที่พบเจอ เป็นอย่างไร ฯลฯ
โดยภาพรวมยังชื่นชมในเรื่องจิตสาธารณะของคนที่นี่และคิดว่ายังมีให้เห็นมาก(กว่า)อีกหลายๆประเทศ
ที่นี่ก็เป็นเหมือนกันครับ แต่บางครั้งก็เห็นคนหนุ่มๆ ช่วยคนแก่ยกรถเข็นขึ้นลงบนรถไฟเป็นบางครั้งบางคราว ส่วนเรื่องลุกให้นั่งนั้นไม่เห็นบ่อยนัก
ผมยินดีเสมอกับความเห็นที่แตกต่าง และข้อแน่ะนำน่ะครับ เพราะจะเป็นช่วยเปิดมุมมองใหม่ๆ ให้กับผมได้..
post นี้ผมพยายามที่จะจำกัดขอบเขตให้แคบลงมามากน่ะครับ เพื่อที่จะไม่ให้กระทบกับพฤติกรรมในที่สาธารณะของคนในสังคมโดยภาพรวม (ซึ่งผมเห็นด้วยว่าดี) สังเกตได้จาก keyword ที่ผมพยายามสื่ออยู่ 5 คำ คือ รถราง รถเมล์ คนชรา เด็ก และการลุกให้นั่ง
แต่สิ่งหนึ่งที่ผมลืมมองไปจริงๆ คือตัวอย่างของกลุ่มคน เราอาจจะมาจากกลุ่มคน(เกือบ)ชั้นกลางในประเทศด้อยพัฒนา แต่สำหรับที่นี่เราไม่ได้เป็นกลุ่มคนชั้นกลาง ดังนั้นเราจึงมีโอกาสได้สัมผัสกับกลุ่มคนอีกกลุ่มหนึ่งได้ง่ายกว่า
ดังนั้นเพื่อแก้ไขในจุดที่ผมลืมเขียนไป ก็คือ สำหรับ post นี้ นอกจาก keyword ที่ผมได้กล่าวไปแล้ว คงต้องเพิ่มคำว่า กลุ่มคนที่ใช้บริการขนส่งมวลชน(ในเมือง) ด้วยน่ะครับ
อีกประเด็นหนึ่งคือ ในกรณีนี้ผมเปรียบเทียบกับการขึ้นรถเมล์ในบ้านเรา ซึ่งจริงๆ แล้วก็หมายถึงในกรุงเทพฯ น่ะครับ(เพราะจังหวัดใหญ่ๆ ไม่มีระบบขนส่งในเมืองขนาดนี้)
ที่ได้เจอเองนะครับ
ที่แย่คือ มันเป็นสิ่งที่เริ่มเยอะขึ้นในบ้านเรา ไม่รู้ว่ามาพร้อมกับรถไฟฟ้าหรือเปล่า เพราะแม่เริ่มบ่นให้ฟัง เพราะบนรถไฟฟ้า คนไม่ค่อยลุกให้คนอื่นนั่งกัน อาจจะคิดว่ามันเร็ว เดี๋ยวก็ลงแล้ว กว่าจะลุกจะนั่ง ก็ถึงป้าย
สำหรับที่นี่ ก็มีบ้างที่มีคนลุกให้คนแก่นั่ง ไม่นานนี้พึ่งเจอสุภาพบุรุษ ไม่ได้ลุกเองหรอก แต่บอกให้เด็กสาววัยรุ่นที่นั่งเป็นทองไม่รู้ร้อน ย้ายก้นไปนั่งเก้าอี้ว่างกลางตู้ เพื่อให้คนแก่ได้นั่งริมประตูรถ กรณีผมเชื่อว่าคนไทยเอง ถ้าไม่ใช้กระเป๋ารถ คงไม่มีใครปริปากบอกแน่เลย มีก็น้อย
หรือถ้ามองกลับกัน คนแก่ที่ฝรั่งเศสนี่ จะพึ่งตัวเองเป็นหลัก 70-80 ก็ออกมาเดินเล่นตามถนน ซื้อของไม่ต่างกับคนอายุ 30-40 จนทำให้ช่วงอายุของคนตามท้องถนนที่นี่กว้างมาก
และที่พึ่งเจอมาคือวัยรุ่น ที่พึ่งออกจากบ้าน เหมือนนกออกจากรังจริงๆ ออกมาเรียนรู้ ผจญภัยในโลกกว้างด้วยตัวเอง ซึ่งฝรั่งเค้าเหมือนว่าไม่มี สปช. สลน. กัน ไม่มีคนมาชี้บอกว่าต้องทำยังไง ต่างคนต่างมาเรียนรู้กันเอง ยกตัวอย่าง ที่พึ่งเจอมาสดๆร้อนๆ เด็กพวกนี้ล้างจานกันไม่เป็นล่ะ มีจานสิบใบ ล้างกันเป็นชั่วโมง
มันก็มีทั้งดีและไม่ดีละครับ
555 เก็บกดกับเจ้าพวกลูกนกนี่ บ่นซะยาวเลย
เพิ่งเคยได้ยินเหมือนกันน่ะเนี้ย เรื่องกลุ่มลูกนก ก็คงประมาณลูกคุณหนูอ่ะน่ะ แต่ถ้าได้เห็นอีกแบบหนึ่งน่ะ ประเภทเด็กเล็กๆ หน่อย ช่วงอนุบาล แต่สามารถช่วยเหลือตัวเองเบื้องต้นได้ทุกอย่าง มีวินัย และความรับผิดชอบ แล้วจะทึ่งเหมือนกัน แต่เท่าที่เห็นเด็กกลุ่มนี้พวกพ่อแม่ต้องใจแข็งจัด เพราะมันเหมือนว่าจะขัดกับธรรมชาติของเด็กหน่อยๆ หรือไม่ก็จะเป็นพวกปล่อยปละละเลย ซึ่งทำให้เด็กต้องขวนขวายเอง
ยิ่งมีตัวอย่างที่แต่ละคนเคยเห็นกันมา ยิ่งรู้สึกได้เลยว่า การสร้างรากฐานของคนเป็นเรื่องที่สำคัญจริงๆ เพราะมันส่งผลโดยตรงกับสังคม
เห็นด้วยน่ะว่า ทั้งสังคมไทยและสังคมฝรั่ง มีทั้งจุดดี และจุดด้อย แต่ถ้าจะพูดกันโดยภาพรวมทั้งหมดแล้ว ผมก็ยังคิดว่า สังคมไทย ในปัจจุบันอยู่ในขั้นที่น่าเป็นห่วงมากกว่าอ่ะ
การเลี้ยงดูเด็กให้ดูแลตัวเองได้ น่าจะเป็นธรรมชาติโดยทั่วไปของพ่อแม่ในสังคมตะวันตกที่ไม่ต้องแข็งใจแต่อย่างไร
พ่อแม่ในสังคมไทยอาจไม่คุ้นชิน แต่ในสังคมตะวันตกพ่อแม่เห็นว่าการเลี้ยงดูเช่นนี้เป็นการก่อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ให้กับเด็กไปด้วย การเฝ้าดู ระวัง แนะนำแต่ไม่ชี้นำและประคบประหงมจนเกินไป เหล่านี้ล้วนเป็นกระบวนการหล่อหลอมให้เกิดการคิดเองเป็นในตัวเด็ก และก่อให้เกิดวุฒิภาวะทั้งทางด้านกายภาพและจิตใจตามวัยในที่สุด
รากฐานครอบครัวสำคัญจริงๆ ที่จะเป็นเบ้าหลอมให้คนๆหนึ่งเติบโตมาอย่างมีคุณภาพหรือไม่ รวมทั้งพฤติกรรมต่างๆจากการหล่อหลอมก็มีผลสะท้อน ต่อสังคมทั้งในระดับบุคคลและส่วนรวม
การผิดรูปผิดร่างในสังคมที่เห็นและเป็นอยู่ อีกทั้งน่าเป็นห่วง มีหลากหลายปัจจัยมาก ไม่ว่าจะเป็นเพราะความฉาบฉวยในการเลียนแบบสิ่งแวดล้อมทางวัฒนธรรม และ หยิบไปเฉพาะเปลือกโดยที่ไม่ได้เข้าใจรากและตรรกจริงของวัฒนธรรมนั้นๆ วุฒิภาวะของผู้นำทุกระดับในการเป็น
ต้นแบบที่ดี การมีทัศนคติในเชิงบวกที่จะก่อให้เกิดความสร้างสรรต่อตนเองและสังคมรอบตัว หรือการเลื่อนไหลของโลกาภิวัตน์ที่ให้ความสำคัญในเชิงวัตถุมากกว่าสิ่งที่เป็นนามธรรม ฯลฯ
หากสมาชิกในสังคมเลือกที่จะปฏิบัติต่อสังคมจากมุมที่ (ตา)เห็น…หรือ (ใจ)รู้….ย่อมให้ภาพสังคมที่ได้ผิดแผกกันอย่างแน่นอน
น่าเป็นห่วงจริงๆครับ
2 สิ่งที่สำคัญมากๆๆๆๆๆๆ กลับกำลังย่ำแย่
สื่อ และ การศึกษา
รอคลื่นใต้น้ำ ที่จะตีให้เกิดซึนามิ
ก่อนหน้านี้ผมไม่เคยจินตนาการออกเลยว่าสังคมฝรั่งเป็นอย่างไร ได้รับรู้ก็จากคำบอกเล่า การอ่าน และสื่อชนิดต่างๆ
ถึงทุกวันนี้ก็ไม่ใช่ว่าจะรู้ทั้งหมด เพียงแต่เริ่มเห็นหลายอย่างด้วยตัวเอง หลายสิ่งน่าสนใจ โดยเฉพาะระบบการสร้างคนของเขา ทั้งจากครอบครัว โรงเรียน หรือรัฐบาล
เพราะถ้าคนเขาดี สังคมเขาก็ต้องดีด้วย
ปล. ตอนแรกกะเขียนประเด็นเล็กๆ กลับเริ่มเป็นประเด็นใหญ่ไปซ่ะแล้ว แต่ก็ดีน่ะ เป็นการช่วยสร้างมุมมองใหม่ๆ ได้ ^_^